กูรู้ หรือแค่ มิจฉาชีพ

วันก่อน ผมมีประเด็นเดือดเล็ก ๆ กับ กูรู้ บางคนขึ้นมา ก็พอจะรู้นะว่า โลกนี้มีกูรู้ ที่ไม่ได้รู้ห่าอะไรเลย แต่ทำทีรู้ไปหมด ทั้งที่ข้างในกลวงเช่น

กูรู้กาแฟจะบอกว่า “กาแฟที่ดีต้องไม่เปรี้ยว” เออ sherry ไม่เปรี้ยว มึงเพ้อเจ้อหล่ะ

กูรู้กล้องถ่ายรูปจะบอกว่า “กล้องต้อง Full Frame ส่วน Lens อะไรก็ได้” มึงเอา Lens APS-C ไปใส่ให้ crop แล้วจะ sensor Full Frame หาบิดามารดาเรอะ?

กูรู้อาหารจะบอกว่า “เส้น Pasta ต้องนุ่มมมมม กลืนได้ไม่ต้องเคี้ยว” สงสัยชีวิตนี้เกิดมาไม่เคยได้ยินคำว่า Aldente

ประเด็นที่ผมไปเจอมาแล้วทำให้เดือดเล็ก ๆ คือเรื่อง business และการ ปรับตัวทางธุรกิจครับ คือ กูรู้นั้นมีการปักธงในหัวไว้แล้วว่าต้องเป็นแบบนั้น ต้องทำแบบนี้ โดยไม่ได้ดูบริบทจริง หรือ หาข้อมูลอะไรเลยคือมโนเอาล้วน ๆ นั่นแหละ

จุดเริ่มต้นคือ กูรู้ เขียนสนับสนุน คนที่บอกว่า

“ไปรษณีย์ไทยเจ๊งไปแล้ว เพราะโดน Kerry ที่ดีกว่าทุกอย่างเข้ามาตี”​

โดยเขาเล่าว่า เพิ่งไปบรรยายเรื่อง ธุรกิจให้บริษัทหนึ่งมา แล้วก็แนะนำบริษัทนั้นว่า ให้ทำ App เพราะ โลกยุคนี้ต้องใช้ App แต่บริษัทนั้นปฏิเสธว่าจะไม่ทำ โดยจะมุ่งมั่นพัฒนาแนวทางธุรกิจเดิมให้ดียิ่งขึ้น เร็วยิ่งขึ้นแทน  แล้วกูรู้ก็มาโจมตีประหนึ่งว่า “โลกเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ยอมปรับตัว เดี๋ยวก็ตาย”

อ่านแล้วผมสะดุดอยู่หลัก ๆ สองจุดด้วยกัน

  • ธุรกิจที่ไม่ยอมเปลี่ยนนั้น เรามีข้อมูลเชิงลึกไม่พอที่จะตัดสิน แต่หากยึดจากข้อมูลที่ กูรู้ เล่ามาผมก็ไม่เห็นว่าจะผิดตรงไหน? เนื่องจาก
    1. ไม่ทำสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด
    2. มุ่งมั่นพัฒนาสิ่งที่ตัวเองถนัด

ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ไม่ผิดเลย จริงไหม? แล้วก็ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่จะไปท Application ได้ มันมีบริบท และ จังหว่ะที่เหมาะสมของมันอยู่ รีบทำไปโดยที่ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ มีแต่เจ๊งเท่านั้นแหละ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ให้ก็ได้ Application ขาย E-Book ของสำนักพิมพ์ที่กำหนดกรอบการพัฒนาเอง ตอนนี้เหลือของใครรอดบางหล่ะ? เห็นเจ๊งกันหมด ที่กลับมารอด คือไปใช้ White Label ของที่อื่นแทน

เพราะจังหวะการ Approach นั้นเร็วไป และ เริ่มทำโดยไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ มันก็เลยไม่รอดนั่นแหละ

  • ไปรษณีย์ไทยเจ๊ง เฮ้ย อันนี้คาใจผมมาก ผมไม่มีตัวเล็กเป๊ะ ๆ อยู่ในหัวก็จริง แต่จำได้ว่า มันไม่มีทางเจ๊งแน่นอน  การที่บอกว่า มันเจ๊งเนี่ย มั่วสิ้นดี ผมเลย post เตือนไปทำนองว่า ‘การจะ discredit หรือ อวยอะไรลอย ๆ โดยไม่มี ref ที่เชื่อถือได้เนี่ย ใครที่ไหนก็ทำได้’

เมื่อเตือนไปแล้ว ผมไปลองหาข้อมูลหยาบ ๆ ดู พบว่า

จำนวนพัสดุ ต่อปี Kerry มีประมาณ 300M ชิ้น
ส่วนไปรษณีย์ไทย มีเกิน 2,000M ชิ้น​

รายได้ Kerry ประมาณ ฿3,000M กำไรประมาณ ฿300M
รายได้ไปรษณีย์ไทย ประมาณ ฿25,000M กำไรประมาณ ฿3,500M

มันต้องเมากาวขนาดไหน ถึงได้กล้าไปบรรยายว่า Kerry มา disrupt ไปรษณีย์ไทยจนเจ๊ง

By The Way จริงว่า Kerry เติบโตเร็ว และ แย่ง Market Share ของ ไปรษณีย์ไทยบางส่วนได้จริง

ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อีกสัก 5-10 ปี อาจจะแย่งได้ทั้งหมดเลย นั่นคือ ไปรษณีย์ไทยเจ๊งจริง

แต่เดี๋ยวก่อน นั่นคือ กรณีที่ Kerry ทำห่า และ ไปรษีย์ไทยไม่ทำเหี้ยอะไรเลยนะ

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการขยายตัวของ Market ที่ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จาก รูปแบบของ business และ life style ที่เปลี่ยนไปอีก

เป็นไปได้ว่า market share ที่ได้ไป คือ segment ใหม่ หรือ segment เดิมที่น้อยมาาากกก ก็เป็นได้

โดยรูปแบบการดำเนิการของทั้งสองเจ้านี่ต่างกันมาก ราวฟ้ากับเหวอยู่แล้ว มันมีทั้งคนที่ชอบ และ ไม่ชอบ สลับกันไป แบ่งกลุ่มผู้ใช้งานคนละกลุ่มโคตรชัดเจนนนนนนนนน

ถ้าใครบอกว่าแย่ง ที่ segment เดียวกันเนี่ย มันต้องเมากาว ไม่ก็ปิดตา แล้วพูดมั่ว ๆ แน่นอน

ที่สำคัญที่สุดคือตัวเลขการเติบโตของ Kerry ตลอด 8 ปี ที่ดำเนินกิจการมา ก็เติบโตตลอด บางปีโตขึ้น 100% แต่ แต่ แต่ ของไปรษณีย์ไทยก็ไม่ลดลงนะเฮ้ยยย เห็นได้ชัดว่า Market มันขยายตัวต่างหาก

 

จากเรื่องราวข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า กูรู้ ที่ไปรับบรรยาย แล้วเก็บเงิน โดยที่ไม่ได้รู้อะไรจริงแบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับมิจฉาชีพนั่นแหละ เขาเป็นแค่นั่งเล่านิทานที่แต่งขึ้นเอง ด้วย bias ของตัวเอง เพื่อสร้างเรื่องราวให้ผู้ฟังสนใจ หรือ กลัว จนต้องมาจ้างเขาเพิ่ม

พึงระวังเอาไว้ให้ดี จงมีสติ และ สงสัยกับทุกสิ่ง

Published by

darkmaster

ถ้า Blogger ทุกคน Review แต่ข้อดีเหมือน ๆ กันหมด โลกนี้คงน่าเบื่อแย่ หากจะมี Freak สักคนที่บอกข้อเสียทุกด้านคงไม่ผิดกระมัง?

Comment