ใคร ๆ ก็ว่า LR Handle RAF ไม่ดี แล้วทำไมถึงไม่ย้ายไปใช้ Capture One เสียที?

“LR handle File RAF ได้ไม่ดี ใช้แล้วคุณภาพ Drop ลง” นี่เป็นประโยคที่โคตรจะ classis ตั้งแต่มีกล้องใช้ X-Trans โผล่ออกมาเลยก็ได้ มันก็จะมีทางเลือกอยู่สองสามทาง ไม่ว่าจะเป็นเลิกใช้ Fujifilm หรือ เลิกใช้ LR หรือผสมผสาน แต่เอาจริง ๆ นะ ผมไม่สะเทือนกับปัญหานี้เลยจริง ๆ นะ

ก่อนอื่น เราควรทำความเข้าใจกันก่อนว่า ทำไม LR ถึงได้ Handle RAF หรือ File RAW ของ กล้อง Fujifilm ได้ไม่ดี

กล้อง Digital ทุกตัวบนโลกใบนี้ ไม่มีตัวไหนถ่ายภาพสีได้ด้วยตัว sensor เอง เพราะขีดจำกัดทาง Technology มันเลยมีแต่ sensor monochrome เท่านั้น ส่วนภาพสีที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ใช้วิธีการ interpolate ขึ้นมา โดยใช้ค่าสีชุดหลักจาก Primary Colour Filter  ที่ขวางหน้า sensor อีกที โดยเกือบทั้งหมดจะใช้ตัวที่เรียกว่า Bayer

ข้อเสียของมันคือ เสียแสง ทำให้ sensor ต้องไวแสงมากขึ้น ชดเชยกับ แสงที่เสียไปจาก Bayer Colour Filter เอาง่าย ๆ ว่า ถ้ากล้องใช้ ISO ได้ 1600 เมื่อถอด Colour Filter ออก จะใช้ได้ถึง 6400 เลยก็ว่าได้ อย่างน้อยดีขึ้น 2stop

แล้วมันมีกล้อง Digital ที่ สามารถถ่ายภาพสีได้โดยเก็บข้อมูลสีจริง ไม่ต้องทำการ interpolate หรือไม่? คำตอบคือมี นั้นคือ Primary Colour Filter แบบ Foveon ของ Sigma แต่ข้อเสียของมันคือเสียงแสงหนักกว่าเดิมมากกกกกกก ก็ ใช้ ISO เกิน 400 นี่เลิกพูด 400 คือขีดสุดของ เพดานหล่ะ เทียบกับกล้องอื่น ก็น่าจะ 6400-128000 ได้มั้ง ก็เสียงแสงไปอย่างน้อย 4stop

แล้วมันส่งผลกระทบกับ RAW ของ Fujifilm อย่างไร?

จะเห็นได้ว่า 99% ของกล้อง Digital ในตลาด ใช้ Bayer Filter (ที่อาจจะมีข้อแตกต่างกันในกระบวนการ interpolate แต่ทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน) ทำให้ software ของ Adobe ทำความเข้าใจกับ Data File มาแบบนี้ตลอด   แต่เผอิญว่า Fujifilm มองว่า ถ้าจะทำให้กล้อง Sensor APS-C ได้คุณภาพที่ดี ทัดเทียมกับ Full Frame ได้ จะใช้ Bayer เหมือนกันไม่ได้ ทำให้ Fujifilm คิดค้น Colour Filter อีกรูปแบบหนึ่งออกมา นั่นคือ X-Trans CMOS โดยใช้วิธีเรียง Colour Filter ที่ต่างออกไป และ ใช้วิธีการ Interpolate อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเราจะสังเกตุเห็นได้ว่า X-Trans นี้อยู่บน APS-C รุ่นกลาง และ บน ของ Fujifilm เท่านั้น ถ้ารุ่นล่าง หรือ Casual จะใช้ Bayer แทน และ Medium Format ก็ใช้ Bayer เช่นกัน ทั้งนี้เป็นเรื่องของต้นทุนนั่นแหละ

X-Trans เป็นของใหม่สำหรับ Adobe คืออ่านได้ รู้เรื่อง แต่อาจจะทำได้ไม่ดีเท่า เหมือนที่ผ่านมาทำ steak หมูมาตลอด จะสุกมาก สุกน้อย ราด sauce อะไรก็ทำได้ เพราะมีความชำนาญ แต่วันหนึ่ง มีลูกค้าเอาเนื้อวัวมาให้ทำ ถ้าทำเหมือนตอนทำเนื้อหมู มันก็จะไม่ ‘กลมกล่อม’ เพียงพอต่อเนื้อวัวจริง ๆ ไม่ใช่ทานไม่ได้ แค่ไม่อร่อยถึงขีดสุด  ซึ่งรวมถึงการเจอ bug ประหลาด ประหลาดด้วยเนี่ยสิ

นั่นคือปัญหาที่ Adobe เจอมาตลอด แล้วคนก็รุมถล่มด่า Fujifilm ซะงั้น

ส่วนบางคนที่เลือกจะอยู่กับ X-Trans ของ Fuji ต่อไป ก็มีทางเลือกออกมาหลายทาง โดยใช้ Software ตัวอื่น มาทำงานร่วมกัน เช่น

  • ใช้ SilkyPix ของ Fuji Convert RAF เป็น DNG ก่อน Import เข้า LR
  • ย้ายไปใช้ Capture One
  • ย้ายไปใช้ Iridient
  • ใช้ Iridient เป็นตัว Convert RAF

Screen Shot 21

ตลอดสองสามปีที่ผ่านมา ผมก็เคยลองนะทั้ง X-Trans II, X-Trans III กับทั้ง Capture One และ Iridient แต่เหตุผลหลักที่ผมไม่ตัดสินใจ แม้กระทั้ง Subscription software เพิ่มอีกตัวคือ

“คุณภาพมันไม่ได้ต่างอะไรกันขนาดนั้น”

ใช่ครับ มันต่างมันมีผล ยิ่งถ้าเอา Full Resolution ของภาพที่ถ่ายมา under มาก ๆ แล้วดึงขึ้นเยอะ ๆ มา Pixel Peeping ดู มันจะเห็นส่วนต่างกันได้

ย้ำว่า ส่วนต่างจะเห็นใน condition ด้านบนนะ

หมายความว่า ใน สถานการณ์ปรกติ มันไม่ได้ส่งผลอะไรขนาดนั้น ถ้า

  • post ลง Facebook อย่างเดียว
  • วัดแสงมาดี ไม่ต้องดึงเยอะ
  • ไม่ได้จ้องจับผิด

หลาย ๆ ครั้งผมเจอว่า ผู้ใช้งาน Handling File ไม่เป็น เลยเจอปัญหามากกว่า เช่น ไม่ทำการ Calibrate File หรือ Over Sharpen ซึ่งเรื่องเหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นกับ User ที่มักง่าย ใช้ Preset หรือ ‘สูตรสำเร็จ’ ที่จำขี้ปากจากคนอื่นมาเลียนแบบ โดยไม่ได้มีความเข้าใจอะไรกับมันเลย

เอาจริง ๆ นะ ภาพของผมทั้งหมด จบด้วย LR ไม่ได้ใช้ Capture One หรือ Iridient เลย แล้วมันมีปัญหาขนาดนั้นไหม?

Milkky Way at phu kradueng ThailandDay to Night and Light Trail at Wongwianyai Bangkok_DSF9304.jpg

Milky Way at Puchi Fah. Chiang Rai, ThailandLight CompeteFertile_DSF2593-Edit.jpg

ที่สำคัญที่สุด อย่าลืมว่า Adobe ไม่ได้กินหญ้า  เขาไม่ได้อยู่เฉย ๆ ไม่ทำห่าอะไรอยู่แล้ว ถ้ารูปว่าทำได้ไม่ดี เขาก็พยายามพัฒนามากขึ้น ถ้าเป็น user ที่มีปัญหาจริง ๆ ควรจะจับสังเกตุได้ว่าทุก update ของ Adobe ที่ผ่านมา ความสามารถในการ อ่าน RAF เปลี่ยนไปเกือบทุกครั้ง มีแย่ลงในบางครั้ง แต่ ดีขึ้นบ่อยครั้งกว่า

นอกจากเหตุผลเรื่อง “มันไม่ได้ต่างอะไรกันขนาดนั้น” แล้ว ยังมีเหตุผลอีกนิดหน่อยที่ทำให้ผมเลือกใช้ LR เป็นหลักมากกว่า

  1. การ Management File ของ LR ทำได้ดีกว่า สามารถจัดการ Metadata ได้ครบถ้วนในตัวเองไม่ต้องไปใช้ Software ตัวอื่นช่วย
  2. Smart Preview ของ LR ฉลาดกว่า Preview ของ Capture One
  3. สามารถ Publish รูปไปยัง service ต่าง ๆ ได้ภายใน LR เลย
  4. อันนี้สำคัญที่สุด คือ มันรองรับ Panel ภายนอกที่ใช้งานได้ง่าย ๆ ราคาไม่แพงนี่แหละ

ด้วยเหตุผลข้างต้น ทำให้ผมไม่มีความรู้สึกว่า มันจำเป็นกับการเลิกใช้ LR แล้วไปใช้ Capture One หรือ Iriedient แทน นั่นเอง

Hair can't hide my eyesDSCF6552.jpg_DSF5621.jpgสาวแว่นสุดยอดFirst sun light of the day.Golden Sun

 

Related Post

Published by

darkmaster

ถ้า Blogger ทุกคน Review แต่ข้อดีเหมือน ๆ กันหมด โลกนี้คงน่าเบื่อแย่ หากจะมี Freak สักคนที่บอกข้อเสียทุกด้านคงไม่ผิดกระมัง?

Comment